เรียนภาษายังไงให้รุ่ง

posted on 30 Dec 2009 11:04 by leafticket in HowTo
 
คำเตือน :: มีแต่ตัวหนังสือ~ แถมยาวอีกต่างหาก orz...
 
-------- - -  ------------- -  - --------------- - - ---
 
เหมือนอยู่ดี ๆ ก็มีเรื่องอยากจะเขียน
(ดราฟเอนทรี่ที่แล้วเก็บอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีคนเห็น ก๊ากก)
ไอ้เราก็เขียนอะไรวิชาก๊ารร วิชาการไม่เก่ง
แต่ดันอยากจะเขียน

/me มองซ้าย มองขวา มีใครเขียนไปรึยัง!?!
ถ้าซ้ำก็ขอโทษค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
เรียนภาษายังไงให้รุ่ง
 
v. ถู ๆ แถ ๆ ไถ ๆ ข้าง ๆ คู ๆ 
 
 
 
 
ไม่มีทฤษฎี มีแต่ประสบการณ์มั่ว ๆ
บางคนอาจจะเถียงว่า "ไม่จริ๊งงงงง" เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของจขบ. ละกันค่ะ ;w;



1.ท่องจำ มันไม่พอ!?!

อย่างแรกเลย
ใคร ๆ ก็รู้ ท่องจำมันไม่พ๊อ~ มันไม่พอ
ถ้าใช้วิธีท่องจำกับการสอบก็ว่าไปอย่าง (อ๊าย ไม่ได้แนะนำนะคะ >A<) ท่องจำน่ะ จำได้แน่ ๆ ค่ะ
แต่เชื่อว่าหลาย ๆ คน คงมีประสบการณ์เดียวกัน สอบเสร็จปุ๊ป ไอ้ที่ท่องมาพากันบินออกจากหัวเหมือนสมองใช้เสร็จแล้วโยนทิ้ง
การจะเรียนภาษามันคงไม่ใช่อะไรที่ใช้วันเดียวแล้วทิ้งใช่มั้ยคะ?

ท่องจำน่ะสำคัญแน่ ๆ
แต่ท่องจำอย่างเดียวน่ะ... พอไม่ใช้ซักแปปนึง... ลืมแน่ ๆ ... orz....
 
 
 
 
 
2. แล้วชอบมั้ยล่ะ?

ถัดจากข้อหนึ่ง ก็เริ่มตบตีกับข้อต่อไปอย่างจริงจังกันเถอะค่ะ (หา?)
สำคัญที่สุด
สำคัญจริง ๆ
ถ้าไม่ชอบภาษานั้น ไม่มีแรงบันดาลใจให้เรียนภาษานั้น การเรียนภาษามันจะกลายเป็นนรกขุมย่อม ๆ ไปได้
ยิ่งถ้าเรียนไปมากขึ้น ต้องขลุกอยู่กับมันมากขึ้น อะไร ๆ ก็ยากขึ้น เพราะท่องอย่างเดียวมันไม่พอ
ถ้าไม่ชอบขึ้นมา... จะเอากำลังใจที่ไหนไปตบตีสู้ฟัดกับมันล่ะคะ ;w;


ถ้าชอบภาษานั้น มันจะส่งผลมหาศาลค่ะ

 
 
 
 
 
 
3. เพลง

ถ้าชอบ ก็ฟัง *3*//
แต่แหม จะให้ฟัง CD ฝึกภาษาก็คงเอียนกันตาย ( CD ฟังฝึกภาษาญี่ปุ่นนี่ไม่เคยคิดจะฟัง orz...)
หลาย ๆ คนเคยบอกเราค่ะ(ตอนที่ยังไม่ได้เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น) ว่า "ฟังเพลงอังกฤษบ้างซี่~!!"
ในตอนนั้น แอบเถียงอยู่ในใจ
"ฟังไปก็ไม่ช่วยหรอก"

แต่ตอนนี้.... มาช่วยยืนยันอีกเสียงว่ามันช่วยค่ะ
ได้ร้องตามก็ได้ฝึกพูด
ได้ฟังเพลงก็ได้ฝึกฟัง
ยิ่งถ้าเป็นพวกเพลงที่มันร้องกันโคตรเร็วแล้วล่ะก็.... หูไว ปากไว (ฮา)

พออยากรู้ความหมายก็ได้ฝึกแปล ได้รู้ศัพท์ใหม่ ๆ เยอะแยะ
จริง ๆ นะ เพราะมีศัพท์หลายคำที่เราได้มาจากการฟังเพลงอนิเม -..-//
 
 
 
 
 
 
 
 
4. หนัง ละคร ดราม่า อนิเม

ข้อนี้ฟังดูเวิร์คขึ้นกว่าเพลงอีกหน่อย
ได้ฟังสำเนียงกันให้ชัด ๆ ไปเลย
ถ้าอยากให้เวิร์คกว่านั้น (กรณีที่ดู DVD หรือ เปิดเอาในคอม) ฟังประโยคนึงแล้วกดหยุด แล้วพูดตามเลยค่ะ
(ขอบอกว่าลองแล้ว ยากมาก แต่เวิร์คนะ *3*//)
โปรขึ้นมาอีกหน่อยก็ไม่ต้องกดหยุด แต่พูดตามเป็นเอคโค่ไปเลย
ถ้าว่างมาก ๆ ก็คำไหนไม่รู้จักเปิดดิกหาเลยค่ะ โดยเฉพาะคำที่มันโผล่มาบ่อย ๆ เนี่ย

เราเชื่อว่า คำที่ตัวเองอยากรู้ พอเปิดดิกครั้งเดียวมันจะจำติดแน่นทนทานมาก
ผิดกับคำที่ถูกยัด ๆ ๆ มาโดยหนังสือเรียน orz...

ตอนหลัง ๆ พอปิดซับแล้วดูรู้เรื่องนี่จะเป็นสุขมาก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
5. หนังสือ นิยาย การ์ตูน

เราเชื่อว่า
หลาย ๆ ๆ ๆ คนคงไม่คิดจะไปนั่งอ่านหนังสือเรียนตอนที่อยู่บ้านแน่ ๆ
(เราคนนึงล่ะที่ไม่แตะ ฮ่า ๆ )
และถ้าหนังสือไม่ใช่แนวตัวเอง ก็คงจะไม่แตะเช่นกัน ใช่มั้ยคะ -__,- อ่านไปก็เอียนเปล่า ๆ
ลองคิดดูว่าตัวเองชอบหนังสือแนวไหน แล้วลองไปหามาอ่านดู
ช่วงที่ยังไม่โปรมันจะหงุดหงิดมากก ประมาณว่า ศัพท์บ้าศัพท์บออะไรก็ไม่รู้อ่านแล้วติด ๆ ขัด ๆ
อย่างเราก็ไม่ใช่พวกที่จะใจเย็นพอที่จะเปิดดิกทุกคำ ช่วงแรกก็อ่านรวม ๆ เอาพอรู้เรื่อง คำไหนโผล่มาเยอะก็ค่อยเปิด
พอศัพท์นั้นโผล่มาอีก เราจะรู้สึกเหมือนผู้ชนะ
"แน่!! ตรูรู้แล้วนะว่าเอ็งแปลว่าอะไร"

วิธีอ่านให้สนุกอีกแบบคือ อ่านไปหนึ่งเล่ม
เว้นช่วงซักเดือนนึง
อ่านเพิ่มอีกหนึ่งเล่ม มันจะอ่านรู้เรื่องมากขึ้น นั่นแหละ สุขสุด ๆ TwTb!!
 
 
 
 
 
 
 
 
6. มันไม่พอ~

ชอบอย่างเดียวมันคงไม่พอ ฟังเพลงดูหนังอ่านการ์ตูนมันก็คงไม่พอ
และสืบเนื่องจากการที่เอียนหนังสือเรียน เพราะมันทางการเกินไป
ขอแนะนำให้หาหนังสือสอนภาษามาอ่านค่ะ
แบบที่มันไม่ใช่แนวหนังสือเรียน แต่เป็นอะไรที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
เราเชื่อว่าถ้าชอบภาษานั้น มันก็เกิดการอยากรู้อยากใช้ให้ถูกใช้ให้โปรขึ้นเป็นธรรมดา
อย่างเรานี่เวลาไปร้านหนังสือทีไร ต้องแวบไปแถวโซนที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นทุกที (โซนภาษาอังกฤษล่ะ ไม่เคยไป)
เพราะบางสิ่งก็ไม่มีในหนังสือเรียน *3*//

อ่านแล้วลืมบ้างก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้อ่าน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
7. พูดกับตัวเอง

ฟังดูฮา
แต่ข้อนี้เป็นอะไรที่เวิร์คจริง ๆ 
อย่างเรานี่ เวลาอยู่คนเดียวจะชอบพูดชอบบ่นงึมงำ ๆ บ่อย ๆ orz... แต่มันบ้าค่ะ ภาษาไทยดี ๆ ไม่พูด ชอบพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น
ตอนแรก ๆ ก็คำง่าย  ๆ "ดินสออยู่ไหนน๊า~" <<< พูดไประหว่างหาดินสอ
"อยู่ไหนน๊า~~~~~" <<< แล้วมันก็ยังหาไม่เจอ
"อะ เจอแล้ว"

ดูเป็นคำง่าย ๆ แต่ลองคิดในอีกแง่นึง สมมติว่าไปอยู่ต่างประเทศ
"แก ช่วยหาดินสอที่ตกไปหน่อยสิ"
"ได้ อยู่ไหนน๊า... อะ เจอแล้ว"
จะได้มีสกิลพูดออกมาแบบเป็นธรรมชาติ

ช่วงแรก ๆ ก็ยังพูดอะไรไม่ได้มาก
แต่บางทีที่พูดคนเดียวออกมาได้ดั่งใจมันให้ความรู้สึกว่า "ฉันพัฒนา!!"

กฏหลักคือไม่ใช่ว่าพูดผิดหรือพูดถูก แต่ ได้พูดรึยัง ต่างหากล่ะค่ะ ^_^

--------------------------------------------------

แถมเพิ่ม สำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น
(ความจริงแล้วเราก็ยังไม่เก่ง orz...)

เคยคิดมั้ยคะ "คันจิมันจำยังไงวะ"

เราจำตามสเต็ปนี้ เวลาจะสอบค่ะ (แต่น่าแปลกใจที่ว่าตอนสอบเสร็จก็ยังไม่ลืม)

1. เขียน
เขียนคันจิตัวนั้นไปเรื่อย ๆ พร้อมคำอ่าน ใส่กระดาษไม่ใช้แล้วนั่นแหละค่ะ ให้มือมันชิน

2. จำ
เราใช้วิธีจำโดย เขียนตัวคันจิด้วยปากกาส้ม แล้วเขียนคำอ่านด้วยสีเข้ม ๆ
พอจะจำก็เอาพวกกระดาษแก้วสีแดงมาทาบทับ ก็จะเห็นแค่คำอ่าน แล้วก็นั่งเขียนคันจิใส่กระดาษอื่นเอาจากคำอ่านนั่นแหละค่ะ

พอเขียนได้ มันจะอ่านได้ค่ะ
ดีกว่าอ่านออกเขียนไม่ได้นะเออ ;w; 


3. ผ่านตาบ่อย ๆ
คันจิ ไม่เห็นซักพักก็จะลืม... เปิดหนังสือบ่อย ๆ ช่วยได้ค่ะ



แถมนิด
ถ้าใช้วิธีจำเพื่อสอบวัดระดับในช่วงเวลาเร่งรีบก็ใช้วิธีสลับกันค่ะ
คือเขียนคันจิเป็นสีเข้ม แล้วเขียนคำอ่านสีส้ม เอากระดาษแก้วสีแดงทาบ
อ่านอย่างเดียว ไม่ต้องเขียน(เขียนแล้วเสียเวลา) ซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบ รับรองผ่าน

แต่สอบเสร็จอาจจะลืมนะ ฮ่า ๆ





สุดท้ายนี้... คาถาพิเศษ

"รักคันจิ แล้วคันจิจะรักคุณ *3*//"





---------------------------------------------
 
 
 
 
บอกเล่าจากประสบการณ์ตัวเอง
 
 
 
เราเคยเรียนอยู่โรงเรียนอินเตอร์มาก่อนค่ะ (ฮาร์โรว์)
ยิ่งเรียนยิ่งบ่น "ไม่ชอบ ภาษาอังกฤษ"
เพราะมันยิ่งยาก ยิ่งเหนื่อย ความอยากเรียนก็ไม่มี (ครูก็ไม่ชอบ orz...)
สุดท้ายก็กลายเป็น ไม่ใช้ ไม่พูด ไม่ขวนขวาย เพลงอังกฤษไม่คิดจะฟัง หนังฝรั่งไม่คิดจะดู
ยอมรับว่าภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้ย่ำแย่
แต่
มีความรู้เท่าที่เรียนนั่นแหละ...
มันเลยไม่ดีขึ้น ไม่รุ่ง อยู่แค่ระดับกลาง ๆ  เรียนมาหลายปีก็ยังคาอยู่แค่เท่านี้

แต่ในทางกลับกัน

ภาษาญี่ปุ่นที่ไปดั้งด้นหาโรงเรียนสอน (ตอนแรกซื้อแบบเรียนเองมาอ่านด้วยซ้ำ แต่ไม่เวิร์ค ก๊ากก)
เรียนในวิชาก็ไม่ได้เรียน
ชอบมาก ๆ ขนาดเพลงก็ฟัง อนิเมก็ดู (ความชอบส่วนตัว ฮ่า ๆ ) ตอนเห่ย ๆ ก็ยังจะหาการ์ตูนมาแปลอ่านทุกคำ
จากตอนแรกที่แค่อยากเรียน
พอยิ่งเรียนก็ยิ่งชอบ ยิ่งชอบก็ยิ่งหาอะไรมาอ่านเพิ่ม ไปเร็วกว่าภาษาอังกฤษเยอะ

 
 
 
 
 
เราเชื่อว่า คนที่เรียนภาษาได้รุ่งไม่จำเป็นจะต้องแค่คนหัวดีเท่านั้น
ขอแค่"ชอบ" ขอแค่ "อยาก"
ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลว่าทำไม ก็มันแค่อยากจะเรียน
เรามันพวกที่คิดว่า "ถ้าใส่ความตั้งใจ ยังไงผลตอบแทนก็มีแต่ได้กับได้"

เราเข้าใจค่ะ ว่าภาษายิ่งเรียน ยิ่งยาก ยิ่งเหนื่อย
บางทีอาจจะขี้เกียจ บางทีอาจจะท้อ อาจจะแอบคิดว่า "โอ๊ยย ไม่อยากเรียนแล้วว"
ความจริงแล้ว ถ้าเหนื่อยก็พักได้ ขี้เกียจบ้างก็คงไม่แย่

 
 
ไม่มีภาษาไหน ยากเกินกว่าที่จะเรียนได้
 
 
 
 
 
 
ตราบใดที่ยัง "ชอบ" อยู่ เรียนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็รุ่งค่ะ :)

 
 
 
 
 
 
---------------------------------------------------------------
 
 
เพื่อนเราเคยถามเมื่อนานมาแล้ว
"ที่แกเอนจอยภาษาญี่ปุ่นเพราะตอนนี้มันง่ายรึเปล่า
ไม่เหมือนภาษาอังกฤษที่เรียนมานานแล้วมันยากขึ้นแกเลยเหนื่อย
สมมติแกเรียนญี่ปุ่นไปเรื่อย ๆ มันก็ต้องยากขึ้น แล้วแกจะไม่เบื่อเหมือนกับที่แกเบื่อภาษาอังกฤษตอนนี้เหรอ"

ไม่มีใครเดาอนาคตได้
ในตอนนั้นที่เพิ่งเริ่มเรียน ก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าอนาคตจะเบื่อรึเปล่า

แต่ตอนนี้ ยังเอนจอยอยู่นะ *3*//
(ถึงจะขี้เกียจทำการบ้าน ก๊ากก)




 
 
 
------------------------------------------------------------
 
เรื่องที่สอง
 
 (เอาเอนทรี่เมื่อเช้ามาแปะใหม่)
 
 
ประกาศ...
 
 
หายหัวก่ะ.... ;w;
 
 
 
ไม่รู้หายหัวนานขนาดไหน
น่าจะกว่าการ์ดเสร็จ (ฮา กลัวไม่เสร็จเลยต้องขอหนีไปปั่นเลยดีกว่า)
ของดแวบไปบล็อคอื่นด้วยนะคะ ขอโทษค่ะ ;w;
 
ตอนนี้ 11/33
 
แอบให้ดูตัวอย่าง
ไม่บอกนะว่าของใครบ้าง แต่ใบ้ให้ว่าเป็นหนึ่งใน 11 คนที่ส่งที่อยู่มาแรก ๆ 
เพราะว่าวาดตามลำดับคนส่งที่อยู่
 

 
การ์ดเล็กมาก แถมกำลังบ้าวาดโลลิ โชตะ (แต่มันออกมา SD 555)
แถมกระดาษสีน้ำปรกติ ;w; ไม่ใช่กระดาษการ์ดไฮโซ
ฝีมือก็มีเท่านี้ 
แต่เค้าตั้งใจนะ โฮ~~
 
คงส่งไปเป็นซองจดหมายค่ะ
 
ภาพแถมที่อยากวาดให้หลาย ๆ คน
อาจจะวาดไม่ทันซะด้วย ;w;
ขอโทษค่ะ
 

 
 
 
 
แอบบอกก่อนดอง
 
 
1.  โชจัง  พี่ชีน  โยะจัง พี่ริน
ขอที่อย